|



|
|
แหล่งข้อมูล : สูตินรีแพทย์สัมพันธ์ ปีที่ 13 ฉบับที่ 6 เดือน มิถุนายน
พ.ศ. 2547 หน้า 9-10
--------------------------------------------------------------------------------
เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์
(Assisted Reproductive
Technologies
หรือ ART)
โดย
:
คณะอนุกรรมการอนามัยเจริญพันธุ์ ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย
(เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์มติชนรายวันวันที่
27 เมษายน 2547 หน้าที่ 10)
"เด็กหลอดแก้ว"
หมายถึงเทคนิคช่วยการเจริญพันธุ์ที่มีการเก็บไข่ออกมานอกร่างกายของฝ่ายหญิง
นำมาผสมกับตัวอสุจิของฝ่ายชายเพื่อให้เกิดตัวอ่อนในห้องปฏิบัติการ
จากนั้นอีก 2-3 วันจึงนำตัวอ่อนใส่กลับเข้าในโพรงมดลูกของฝ่ายหญิง
เพื่อให้ฝังตัวและเจริญต่อไปเป็นทารกในครรภ์ สำหรับกิ๊ฟเป็นเทคนิคที่มีขั้นตอนคล้ายกับเด็กหลอดแก้วมาก
กล่าวคือมีการกระตุ้นไข่เพื่อให้ได้ไข่หลายใบ ติดตามการเจริญเติบโตของไข่
และเก็บไข่ออกมานอกร่างกายของฝ่ายหญิง โดยใช้เข็มแทงผ่านทางช่องคลอด
เหมือนกับการทำเด็กหลอดแก้วทุกประการ
แต่หลังจากได้ไข่ออกมาแล้วจะนำไข่ที่เก็บได้ใส่คืนเข้าไปในท่อนำไข่พร้อมกับตัวอสุจิในทันที
เพื่อให้เกิดการปฏิสนธิภายในท่อนำไข่ของฝ่ายหญิง
ในอดีตการทำกิ๊ฟได้รับความนิยมมากเพราะมีอัตราความสำเร็จสูงกว่าการทำเด็กหลอดแก้ว
เนื่องจากไม่มีการเลี้ยงตัวอ่อนภายนอกร่างกายเลย
แต่การทำกิ๊ฟได้รับความนิยมน้อยลงมาก
เพราะในปัจจุบันอัตราการตั้งครรภ์ของกิ๊ฟและเด็กหลอดแก้วไม่ต่างกัน
เนื่องจากเทคนิคในการเลี้ยงตัวอ่อนในห้องปฏิบัติการพัฒนาไปมาก
จนถึงขั้นที่สามารถเลี้ยงตัวอ่อนนอกร่างกายจนถึงระยะฝังตัว (เรียกตัวอ่อนระยะ
"บลาสโตซิส") ซึ่งต้องใช้เวลาในการเพาะเลี้ยงนาน 5-6 วัน
การทำกิ๊ฟยังมีข้อจำกัดที่ว่าฝ่ายหญิงจะต้องมีท่อนำไข่ปกติอย่างน้อย 1 ข้าง
และในการนำไข่และตัวอสุจิกลับเข้าสู่ท่อนำไข่จะต้องมีการผ่าตัด
เช่นการเจาะท้องส่องกล้อง
ทำให้มีแผลเป็นและเจ็บตัวมากกว่าการทำเด็กหลอดแก้ว
อย่างไรก็ตามการทำกิ๊ฟอาจมีที่ใช้อยู่บ้างในบางกรณีเช่น
ในสถานที่ๆมีปัญหาในการเลี้ยงตัวอ่อน
ในคู่สมรสบางรายที่ต้องการให้การปฏิสนธิเกิดขึ้นในร่างกายเพราะความเชื่อทางศาสนาหรือเหตุผลอื่น
แนวโน้มในการทำกิ๊ฟลดลงเรื่อยๆในปัจจุบัน
ตัวอย่างเช่นในรายงานของสมาคมเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์แห่งสหรัฐอเมริกาในปี
ค.ศ. 1999 พบว่ามีการกระตุ้นไข่ทำกิ๊ฟเพียง 838 รอบ
จากจำนวนรอบที่ทำเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทั้งสิ้น 88,077 รอบ (0.95%)
สำหรับตัวเลขในบ้านเราในปี พ.ศ. 2544 พบว่ามีการทำกิ๊ฟ 137 รอบหรือคิดเป็น
7.64% ของการทำเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทั้งหมด
นอกจากกิ๊ฟและเด็กหลอดแก้วแล้ว
ยังมีเทคนิคอื่นๆที่พัฒนาขึ้นมาอีกหลายวิธีเพื่อช่วยคู่สมรสที่มีบุตรยาก
เช่นการฉีดตัวอสุจิเข้าผสมกับไข่
(อิกซี่)
การเลี้ยงไข่อ่อนภายนอกร่างกายให้เจริญเป็นไข่ที่พัฒนาเต็มที่และพร้อมจะผสมกับตัวอสุจิ
การเลี้ยงตัวอ่อนระยะบลาสโตซิส
การแช่แข็งไข่ และชิ้นเนื้อจากรังไข่
การวินิจฉัยตัวอ่อนก่อนการย้ายฝากเข้าโพรงมดลูก ฯลฯ
เทคนิคเหล่านี้ทั้งหมดปัจจุบันเรียกรวมๆว่า
"เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์"
แรกเริ่มเมื่อมีการคิดค้นเทคนิคของเด็กหลอดแก้วนั้น
ข้อบ่งชี้ในการทำก็จำกัดอยู่เพียงคู่สมรสที่มีปัญหามีบุตรยากเนื่องจากท่อนำไข่ตันทั้งสองข้าง
ซึ่งท่อเสียหายมากเกินกว่าจะผ่าตัดแก้ไขได้หรือทำผ่าตัดแล้วแต่ไม่สำเร็จ
แต่ในระยะต่อๆมาเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์มีการพัฒนาขึ้นอย่างมาก
จนมีความสำเร็จในเกณฑ์ค่อนข้างสูง
ทำให้ข้อบ่งชี้ในการรักษาด้วยวิธีนี้ขยายวงกว้างออกไปมาก
ในปัจจุบันอาจกล่าวได้ว่า
ภาวะมีบุตรยากจากทุกสาเหตุล้วนเป็นข้อบ่งชี้ในการทำเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทั้งสิ้น
หากให้การรักษาด้วยวิธีธรรมดาแล้วไม่ได้ผล
นอกจากใช้รักษาภาวะมีบุตรยากแล้วยังมีการนำเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์มาใช้กับคู่สมรสมี่ไม่ได้มีปัญหามีบุตรยากด้วย
ตัวอย่างเช่นคู่สมรสที่มีโรคทางพันธุกรรมในครอบครัว
ดังเช่นโรคเลือดจางธาลัสซีเมีย แทนที่จะปล่อยให้คู่สมรสตั้งครรภ์
แล้วค่อยมาทำการวินิจฉัยก่อนคลอด
โดยการเจาะเลือดจากสายสะดือทารกเพื่อวินิจฉัยโรค
และทำแท้งในกรณีที่พบว่าเด็กผิดปกติ
คู่สมรสดังกล่าวก็มีอีกทางเลือกคือการมาทำเด็กหลอดแก้ว
และตัดเซลล์จากตัวอ่อน 1-2 เซลล์ เพื่อนำมาวินิจฉัยโรคก่อนการฝังตัว
หากพบว่าเป็นตัวอ่อนปกติจึงค่อนนำกลับไปย้ายฝากเข้าโพรงมดลูก
สถานที่ให้บริการด้านเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ต้องได้รับใบอนุญาตจากแพทยสภา
โดยมีข้อกำหนดว่าแพทย์ผู้รับผิดชอบจะต้องเป็นแพทย์ที่ได้รับวุฒิบัตรทางด้านสูตินรีเวชจากแพทยสภา
และมีทีมที่ประกอบด้วย แพทย์
พยาบาลและนักวิทยาศาสตร์ที่มีความรู้ความชำนาญทางด้านเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์
มีกรรมการควบคุมคุณภาพและจริยธรรม
และอย่างน้อยต้องมีห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงตัวอ่อน
ห้องผ่าตัดที่ใช้ในการเก็บไข่ เครื่องมือที่เกี่ยวกับการเตรียมอสุจิ
ตู้เพาะเลี้ยงตัวอ่อน อุปกรณ์แช่แข็งตัวอ่อน และอุปกรณ์กู้ชีวิต
ในปัจจุบันมีสถานบริการที่ได้รับใบอนุญาตให้ดำเนินงานด้านเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทั้งหมด
30 แห่ง โดย 20 แห่งอยู่ในกรุงเทพมหานคร, 4 แห่งในหาดใหญ่, 3
แห่งในจังหวัดเชียงใหม่, 2 แห่งในจังหวัดขอนแก่น และ 1 แห่งในจังหวัดอุดร
ในจำนวนนี้มีเพียง 12 แห่งที่เป็นสถานบริการของรัฐ ที่เหลือ 18
แห่งเป็นสถานบริการของเอกชน
ผู้ที่ต้องการทราบรายชื่อสถานบริการด้านเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ที่อยู่ใกล้ตัว
ท่านสามารถสอบถามได้ที่ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย
โทร 0-2716-5721-22
โดยทั่วไปแล้วสถานบริการดังกล่าวมักอยู่ในโรงพยาบาลของโรงเรียนแพทย์ทุกแห่ง
และในโรงพยาบาลเอกชนใหญ่ๆ
สำหรับค่าใช้จ่ายในการรักษาด้วยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์มีความแตกต่างกันได้มาก
เราอาจแบ่งค่าใช้จ่ายได้เป็นส่วนย่อยๆ คือค่ายากระตุ้นไข่และค่าตามไข่,
ค่าเก็บไข่และค่ายาระงับความรู้สึกในขณะเก็บไข่, ค่าเตรียมอสุจิ
และทำให้เกิดการปฏิสนธิ, ค่าเลี้ยงตัวอ่อนในห้องปฏิบัติการ
ค่าใช้จ่ายในการย้ายตัวอ่อน
และค่ายาที่ใช้ในการพยุงการตั้งครรภ์หลังการย้ายตัวอ่อน
ซึ่งประมาณอย่างหยาบๆคงตกราว
50,000 - 100,000 กว่าบาท
ขึ้นอยู่กับอายุของผู้รับบริการ เทคนิคช่วยการเจริญพันธุ์ที่ใช้
และสถานพยาบาลว่าเป็นของรัฐหรือเอกชน
ตัวอย่างเช่นคนที่อายุน้อยจะไวต่อยากระตุ้นไข่ทำให้เสียค่าใช้จ่ายในการกระตุ้นไข่น้อยกว่าคนอายุมาก
ซึ่งค่าใช้จ่ายส่วนนี้อาจต่างกันได้เป็นหมื่นเพราะยามีราคาแพงมาก
ถ้ามีการใช้เทคโนโลยีอย่างอื่นเพิ่มเติมค่าใช้จ่ายก็จะเพิ่มขึ้นด้วย
เช่นถ้าอสุจิอ่อนจำเป็นต้องใช้วิธีจุลศัลยกรรมมาช่วยการปฏิสนธิก็จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มราว
7,000 - 10,000 บาท
ถ้ามีตัวอ่อนเหลือเยอะต้องมีการแช่แข็งเก็บไว้ก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มราว
5,000 - 10,000 บาท
หรือถ้ามีการวินิจฉัยตัวอ่อนก่อนการย้ายฝากเข้าโพรงมดลูก
ก็จะเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มอีกราว 40,000 บาทขึ้นไป
ดังนั้นผู้รับบริการควรสอบถามและให้แพทย์ที่ดูแลรักษาช่วยประเมินค่าใช้จ่ายคร่าวๆให้ก่อนการตัดสินใจ
โดยเฉลี่ยแล้วอัตราความสำเร็จในการรักษาด้วยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์จะตกราว
30% ต่อการเก็บไข่แต่ละครั้ง
แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอายุของผู้มารับบริการด้วย กล่าวคือคนที่อายุน้อยกว่า
35 ปีอาจมีอัตราความสำเร็จสูงกว่านี้ในขณะที่คนอายุมากกว่า 35
ปีจะน้อยกว่านี้ และในคนที่อายุเกิน 40 ปีอาจมีอัตราความสำเร็จเพียง 20%
หรือน้อยกว่า
คนที่ไม่ตั้งครรภ์จากการรักษาครั้งแรกถ้ามาทำซ้ำก็จะมีอัตราการตั้งครรภ์เช่นครั้งแรก
ดังนั้นถ้ามารับการรักษาจำนวนหลายครั้งก็จะมีโอการสตั้งครรภ์สะสมได้สูงขึ้น
เช่น 60-70% ถ้ารับการรักษา 4 รอบ
ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากการรักษาด้วยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์
แบ่งได้กว้างๆเป็น 3 กลุ่มคือ กลุ่มแรกเกิดจากผลข้างเคียงของยา
และจากภาวะที่รังไข่ถูกกระตุ้นมากเกินไป
กลุ่มที่สองเป็นผลข้างเคียงจากการทำหัตถการ เช่นการดมยาสลบ การเก็บไข่
การใส่ตัวอ่อนกลับเข้าโพรงมดลูก และสุดท้ายเป็นภาวะแทรกซ้อนจากการตั้งครรภ์
เช่นตั้งครรภ์แฝด ท้องนอกมดลูก ฯลฯ
โดยทั่วไปแล้วภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้พบได้น้อยหากได้รับการดูแลจากแพทย์โดยใกล้ชิด
สำหรับทารกที่คลอดจากกรรมวิธีช่วยการเจริญพันธุ์
ไม่พบว่ามีอัตราเสี่ยงที่จะมีความพิการหรือความผิดปกติสูงกว่าทารกที่คลอดโดยวิธีธรรมชาติ
ถึงปัจจุบันมีทารกที่คลอดจากเทคนิคนี้แล้วมากกว่า 1 ล้านคนทั่วโลก
และในบางประเทศเช่นสหรัฐอเมริกามีทารกที่คลอดจากขบวนการเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์สูงถึง
1 ใน 200 ของทารกแรกเกิดทั้งหมด ในสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส สแกนดิเนเวีย
และอิสลาเอลก็มีจำนวนมากกว่า 1 ใน 50 ของทารกแรกเกิดทั้งหมดในแต่ละปี
สำหรับในบ้านเราน่าจะมีทารกคลอดจากขบวนการนี้ราว 500 รายต่อปี
--------------------------------------------------------------------------------
แหล่งข้อมูล : สูตินรีแพทย์สัมพันธ์ ปีที่ 13
ฉบับที่ 6 เดือน มิถุนายน พ.ศ. 2547 หน้า 9-10
|